✨ พระพุทธรูป ๔ อิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน 🌳

Aksonthai Ko kai Thueng Ho nokhuk Layer 1

6 条评论:

Phra Phutthawangso 说...

ทำงานผ่านกล่องข้อความ พึงต้องไปให้สุด การถือเอาความหมาย เพราะประดา อาทิว่า
จะต้องมีจุดหมาย เพราะแต่ท่ามกลางตั้งอยู่นี้
ย่อมหมายถึงอดีตที่มีมาทั้งหมดทั้งนั้น จึงจะมิต้องสอบสวนมาก หรือติดห่วง
หรือมุ่งที่จะต้องติดบ่วงให้ได้ที่จะต้องตราตรึงกับอดีต เพราะรู้ว่า
เมื่อมีทิศทาง ก็จะต้องมีอนาคตกับทิศทางนั้นนั่นเอง มิกล่าวทางเป็นปริโยสาน
หรือเป็นปริยายได้ ว่าโดยรวมของคำว่า ปัจจุบันขณะ! ย่อมแต่จะต้องหมายถึง
อดีตที่มีทิศทาง อันกล่าวอยู่ในทางที่จะเป็นอยู่โดยชอบ
หรือพึงแต่จะพ้นได้โดยชอบ นั่นเอง

ซึ่งว่า ทั้งนี้ ทั้งนั้น จะต้องเห็นได้ว่า ที่ทำงาน กระทำภาค หรือ วิพากษ์
หรือพากย์ ให้อธิบาย หรือให้ไอเดียต่างๆ ส่อส่องร่องรอยกันไปอย่างนั้น นี้
หรือสะกดใจกัน ไม่ให้ล่วงเกิน หรือเกินเลยไปกว่าทางที่ควรจะประพฤติ ฉะนั้น
โดยเริ่ม ย่อมที่จะต้องเห็นว่า ทำงานผ่านจดหมาย หรือก็คือเพื่อจุดหมาย
ก็จึงต้องทำงานผ่านกล่องข้อความไปอยู่อย่างนี้, ตลอดถึงแม้น วัตถุธรรม
คือพระไตรปิฎก ที่ยกขึ้น ซึ่ง คำศัพท์ แห่งประโยค วรรค และวาระ ในทุกวัน
โดยที่แท้ ก็ดั่งหนึ่ง กระทำสัจสัญญาสำคัญ ลงที่กล่องข้อความ ดังนี้ นั่นเอง
เพื่อให้เป็นแบบร่าง หรือปริยาย ที่จะพึงต้องส่อง หรือสื่อเข้าหาตนเอง

ดังนี้แล้ว เมื่อจะพึงสังวรระวัง สำเหนียกใดๆ แล้ว ได้เห็นว่า มติ
หรือภาคีในด้านหนึ่งนั้น ก็ได้อัปเดตไปตามกำหนดปฏิทิน แลภาษิตที่เป็นอัปเดต
นั่นเอง แล้วในด้านหนึ่ง คือด้านเฉพาะตน จะกล่าวอย่างไร? คือจะถือว่า อัปเดต
ทางด้านที่เป็นกล่องข้อความ หรืออัปเดตในทางจดหมายสำคัญนั้นๆ เป็นอย่างไร?
เพราะจดหมายที่ใช้งาน หรือกล่องข้อความที่เราอยู่ด้วยจริงๆ
และต้องพยายามอย่างสุดชีวิต ที่จะตอบรับ หรือตอบต่อความหมายดังนั้น
ที่หมายถึงทิศทางโดยปริโยสาน หรือโดยปริยาย, ดังนี้ เรื่องในกล่องข้อความ
ก็เป็นอันเด่นชัดแล้ว ว่าเป็นเรื่องที่ไล่ความ หรือพึงต้องเก็บความ ดังนั้น
ให้หมด

Phra Chandasubho 说...

วันนี้ จะให้อยู่ในร่องในรอย ด้วยหลักด้วยเกณฑ์ แล้ว ต้องตามคำศัพท์
แห่งประโยค วรรค และวาระ ที่ได้ยกขึ้นกระทำความสมบูรณ์แล้ว ไป,
เพราะมักแต่จะต้อง คิดถึง จิตดี จิตใส ความตระเตรียม หรือจิตตระเตรียม
ที่มีอยู่แล้วไป คือทำความพอใจในความไม่คลาดเคลื่อน
คือความสมบูรณ์บริบูรณ์ของคำศัพท์ นั่นเอง ด้วยเรื่องที่พึงกระทำไปตามอัธยาศัย
หรือด้วยความชอบแบบนี้ ซึ่ง ย่อมอำนวยจุดจบไปตามความพอใจแบบนี้
คือย่อมอุ่นใจว่า ไม่ทิ้ง! สิ่งความดังกล่าว ต่างๆนี้ ไปจริงๆ แล้วมิชะงักงัน
ที่จะครุ่นคิดตรึกตรองอยู่แต่ในกรอบ หรือทาง ที่สนิทดี ตามพอใจ และความยอมรับ
ของตน

สำหรับหนังสือตำราคัมภีร์เก่าที่ยืนยันรับรองกันต่อมาก
สืบเนื่องเป็นเวลานานของงานหนังสือ เป็นเวลาหลายศตวรรษ ฉะนั้น
จะได้คิดได้รู้สึก อย่างชนิดวันต่อวัน ย่อมมิเป็นไปตามนั้นนัก เพราะวันหนึ่งๆ
ตามความรู้สึกที่แท้ ย่อมคิดถึงและรู้สึกไปตลอดทั้งอดีตและอนาคตแห่งวันหนึ่งๆ
ฉะนั้น ไปพร้อมกัน คือในห้วงแห่งคลองมโนทวาร ที่จะให้อยู่ในร่องในรอย
ด้วยหลักด้วยเกณฑ์ อันเป็นทางเดียวกันนั่นเอง ซึ่งผู้ใด หมู่ใด คนใด ให้รู้ว่า
จะอยู่ด้วยกันไปตลอดจนเบื้องปลายแล้ว ก็ได้อิ่มใจ และเต็มตื้นใจ โดยดี
เพราะได้หาจุดจบไปตามความพอใจแบบนี้เหมือนกัน ฉะนั้น ก็หวังต่อความประพฤติ
ที่ไม่ขัดข้อง ขลุกขลัก หรืออึดอัด ได้

ยิ่งการทำหนังสือ และเอกสาร
ให้เกิดการผสานกันไปกับช่วงชีวิตทุกๆท่วงทำนองด้วยแล้ว ก็ยิ่งเชื่อแน่ว่ามิสูญ
เพราะสำหรับแค่แต่ ทำ พูด คิด ให้สมานกัน ให้ไปด้วยกัน ก็น่าดีใจ
ก็น่ากระหึ่มใจ หรือครื้มใจแล้ว แต่ทั้งนี้ ทั้งหมด เมื่อผนวกรวมกันกับเอกสาร
คือพระธรรม ที่ได้กระทำ ย่อมเป็นเรื่อง ที่ให้ผสาน หรือสมานกันไป ตลอดทั้งหมด
คือ การทำ พูด คิด และเขียน ดังนี้ ย่อมน่ากระหึ่มใจ ครื้มใจ
หรือน่าชอบใจดียิ่งกว่า แล้วทั้งยังได้รู้สึกดีและยอมรับชะตากรรม ดียิ่งไปกว่า
เพราะที่สุดของความเป็นอิสระ ก็คือการได้ศึกษาและเรียนรู้ไปตามอัธยาศัย
แล้วย่อมมีดี ด้วย แก่ความพอใจในความไม่คลาดเคลื่อน
ที่ทำความสมบูรณ์บริบูรณ์ในทางหนังสือ ไปเช่นดั่งนี้

Phra Subhacaro 说...

บริกรรมของสมถะ และบริกรรมของวิปัสสนา เป็นเรื่องเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
ทั้งนี้ อย่างหนึ่งคำว่าบริกรรม ฉะนั้น ก็แปลว่า ตระเตรียม นั่นเอง
แล้วทั้งนี้ โดยเริ่มต้น ก็มีอาทิว่า ตระเตรียม
โดยการห้ามตนเองจากความสุขทุกชนิด แลอีกประการหนึ่ง ซึ่งเรื่องตระเตรียม
หรือก็คือบริกรรมนั่นเอง อาทิอีกอย่างหนึ่งก็คือ
ตระเตรียมเพื่อที่ตนเองจะพึงได้ถึงความสุขทุกๆชนิด นั่นเอง, ดังนี้
คือเรื่องสังเขป ของคำว่าบริกรรม, ที่นักภาวนา ที่ยังมิได้เป็นภาวนิก
มักที่จะยังสาละวน อยู่กับเกณฑ์ ๒ ประการนี้

สำหรับเรื่องของความเป็นภาชนะ สำหรับรองรับธรรม คือธรรมจักรอันให้เป็นไปแล้ว,
แลภาชนะที่พูดถึงกันมาก ก็พูดกันถึง ปิฎก หรือไตรปิฎก ว่ารองรับอรรถะ
รองรับพยัญชนะ อะไร? อย่างไร? ซึ่งธรรมสมถะ ซึ่งธรรมวิปัสสนา
ก็ย่อมจำต้องใส่ลงไปในภาชนะที่รองรับนั้น คือ สมถะ วิปัสสนา นั้น
ย่อมรู้แจ้งแสดงชัดว่า อรรถ ธรรม ในพระไตรปิฎก ถูกจารจารึกด้วยวิธีอย่างไร?
คือพระไตรปิฎก ย่อมมิได้ถูกจารจารึกไว้ด้วยจินตนาการและอุปาทาน
แต่ถูกจารจารึกไว้ด้วยความแตกฉาน ในนัยแห่งนิรุตติ หรือกล่าวอย่างชัดแจ้งก็คือ
สิ่งที่ประจุ บรรจุ หรือใส่ลงในพระไตรปิฎก ก็คือ นิรุตติภาวะ ล้วนๆ นั่นเอง

อันที่ย่อมให้แสดงถึงธรรม คือสมถะ และวิปัสสนาได้ต่อไป
ดังนี้ด้วยการไม่ทิ้งซึ่งสิ่งความ นั่นเอง ที่ย่อมเป็นเรื่องน่าตลกเข้าทุกที
เพราะเรื่องการเงินการทอง มีซองกิจนิมนต์
ย่อมดั่งหนึ่งเป็นเรื่องของการซื้อขายมนุษย์ เพราะถ้าองค์ใดรูปใด
ถูกระบุว่าได้ประลุนัยแห่งสมถะ และวิปัสสนาอย่างเยี่ยมแล้ว
ก็ย่อมมีการซื้อขายจ่ายเบิกเพื่อซื้อมนุษย์ชนิดที่มีความบรรเจิดในเรื่องสมถะและวิปัสสนา
นั้นๆ ว่า มนุษย์ใดได้ความบรรเจิด ทางการกล่าวขาน ให้ว่ามีสมถะวิปัสสนา
อันลุนัยวิเศษแล้ว องค์นั้น ก็ย่อมมีราคาค่าตัวค่างวด ให้ซื้อ-ขาย
จ่ายค่าซองให้แพง

จรดแล้วว่า เป็นเรื่องโจท หรือโจทนาสาธกไว้เป็นการเป็นเกณฑ์ ที่จะซื้อขายสมยอม
ยกย่อง บทสมถะวิปัสสนากันนั่นเอง เพราะมนุษย์ปุถุชนที่ใด
ย่อมไม่มีสมถะวิปัสสนา ให้ขายได้ดั่งนั้น พวกปุถุชน
มิต้องได้ถูกซื้อถูกขายแบบนั้น เพราะความสะกดใจของ คำศัพท์ คำว่า
สมถะ-วิปัสสนา กำหนดให้ได้ความเบี่ยงเบนไปแก่เรื่อง เสียหมดแล้ว
เพราะสมถะวิปัสสนาสมัยนี้ได้ตีค่าเป็นเงินได้แล้ว ถ้าเช่นนั้น
การบริกรรมของสมถะ และบริกรรมของวิปัสสนา
จะเป็นเรื่องเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ดังนี้ พูดกันตรงไปเสียทีดีกว่าว่า นิรุตติภาวะ ที่ประจุอยู่ในสารบบธรรม
ดังนี้ เป็นอย่างไร? คือกล่าวว่าภาวะนิรุตติ เป็นจิตดี จิตใส หรือจิตตระเตรียม
อย่างไร? ดีกว่า เพราะอย่างไรเสียก็รู้แน่ๆอยู่แล้วว่า
สมถะ-วิปัสสนาที่ประจุอยู่ในพระไตรปิฎก ในภาชนะคือตะกร้าธรรม ฉะนั้น
สมถะ-วิปัสสนา โดยที่แท้กล่าวคือ นิรุตติภาวะ นั่นเอง แล้วนั้น ตัวราคาค่างวด
จึงจะได้กำกับได้ ถึงเลศแห่งค่าเลข คือลัพธ์ อันดั่งนั้น
เพราะมนุษย์ปัจจุบันคิดจะจ่ายสมถะ-และวิปัสสนา ให้ออกมาจาก
พระไตรปิฎกฉบับอินเทอร์เน็ตกันโดยทั้งหมด ซึ่งสัญญาญาณอะไร?
ที่จะส่งตรงถึงคนอ่าน เมื่อนั้นย่อมจะ มิใช่ว่า
เป็นแค่แต่เพียงเรื่องของนิรุตติ

Phra Sukhakamo 说...

ข้อความ อันคือ ศัพท์ แห่งประโยค วรรค และวาระ ที่ยกขึ้น ไม่ว่าเรื่องอะไร?
โดยความเป็นจริงแล้ว ย่อมเท่ากันโดยความเป็นพยัญชนะ ทั้งหมดทั้งนั้น
แต่ยอกย้อน หรือกระทำความยักเยื้องไปในประโยชน์ คืออรรถะ ต่างกันเท่านั้น,
ด้วยทั้งนี้ทั้งนั้น ความโดยรวม ย่อมคืนกลับมาในกรอบที่เรียกว่า ‘ใดยอดบุคคล
ใดความจำเพาะของกาลเวลา และใดคือการร่วมหรืออยู่รวมกันโดยสถานที่’
ดังนี้คือเรื่องคำศัพท์ วจนะ หรือคลองแห่งวจีทั้งสิ้น ฉะนั้นถ้าอ่านอย่างนั้น
ก็มีค่าแค่เท่านั้น ทั้งๆที่ ความแต่บทแห่งสาสนวังสัปปทีปิกา ท่านแสดงไว้ว่า
‘อักษรตัวหนึ่ง มีค่าเท่ากับพระพุทธรูปหนึ่งองค์’, แต่ทั้งหมดนั้น
คนทั่วไปก็ยังอ่านพระธรรมคัมภีร์แต่แบบเดิมอยู่ คือย่อมอ่านรวบความ
หรือรวมความว่า ‘ใดยอดบุคคล ใดความจำเพาะของกาลเวลา
และใดคือการร่วมหรืออยู่รวมกันโดยสถานที่’

ดังกล่าวไปนี้ พวกที่ทำงานเกี่ยวแก่เว็บไซต์
หรือกระบวนแห่งการศึกษาเรียนรู้ในแบบสหวิทยาซึ่งการผสมผสาน
และการศึกษาไปตามอัธยาศัย ก็ต่างทำปกติ
ให้คนอึดอัดไปในใจคอแบบนั้นไปด้วยทั้งที่ ท่าที
หรือกระบวนงานทางพระพุทธศาสนาเปิดกว้างอยู่โดยธรรมชาติยิ่งกว่านั้น
แล้วย่อมเห็นอยู่ตามปกติว่า การศึกษาและการครองตนทุกรูปแบบ
ย่อมไม่ถูกตีตกเพราะเหตุคือวาทะ เพราะถ้าจะจุดติดอุดมคติ
หรือมุ่งทางการกลั่นตัวของงานวิจัยของงานศึกษา หรือหวังต่อการต่อยอด
แด่ประพฤติวัตรพรตข้อใดอย่างใดแล้ว โดยหมวดกลาง โดยทางกลาง โดยสำนักกลาง
ทางการศึกษานั่นเอง ก็น่าที่จะนิยามได้แล้ว ว่าสิ่งใด หรือความประการอย่างไร?
คือ ‘พุทธวจนะ’ เพราะย่อมที่จะระบุหรือชี้ชัดลงไปได้ ด้วยสรุปสารูป
แห่งความซึ่งบาทพระคาถา บทพระคาถา อันกล่าวเนื้อความมีอย่างไร?

ฉะนั้น คำว่า คำของพระพุทธเจ้า ทำไม?ท่านปวงนั้น ปวงโน้น ท่านจึงไปกล่าวให้แคบ
ด้วยมิได้เข้าใจว่า เรื่องของเรื่อง ในกัปกัลป์ อันมีภัทรบท เป็นต้น
เป็นทุนเดิม ธรรมทุกอย่าง วจนะทุกอย่าง ย่อมเป็นทาง ย่อมเป็นครรลอง
ย่อมเป็นคลองแห่งวจี คือนิรุตติ ไปอย่างเดียวทั้งนั้น เพราะชื่อคือภัทรบท
หรือกาลอันได้แก่พระพุทธาภิสมัยเป็นต้น ฉะนั้น
โดยเนื้อแท้ของทุกครรลองแห่งวจีทั้งหมด ย่อมแต่จะต้องเป็นเรื่อง แห่งพระภาค
สภาค และวิสภาค ของธรรม คือนิรุตติธรรม ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, ที่ซึ่ง
อาจจะตีตก ตรงที่กล่าวแก้ไว้อย่างหนึ่งว่า
‘ย่อมไม่มีสิ่งใดจะเปรียบพระรูปคือพระพุทธรูปได้’ เพราะความสิ่งใด
จะเปรียบกับพระพุทธองค์โดยพระพุทธาภิสมัยนี้ย่อมไม่มี, ฉะนั้นแล้ว
ก็ย่อมเป็นอันว่า ตัวหนังสือ ตัวอักษรตัวไหน
จะมีค่าสมมติดั่งเป็นพระพุทธรูปก็ย่อมจะไม่มี, ซึ่งกล่าวอย่างนี้กล่าวไม่ถูก
ด้วยเพราะมักกล่าวได้ว่า นี้พุทธวจนะ นี้ไม่ใช่พุทธวจนะ
หรือประดาความอย่างใดกันเป็นดั่งพระพุทธรูปหนึ่งองค์

ฉะนั้น ก็ย่อมมีทางเดียว คือต้องอาศัยคำของพระพุทธเจ้า
ก็จึงจะปฏิบัติตนต่อประดาสิ่งความต่างๆ นั้นๆ ได้อย่างแน่แท้
ด้วยคำของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า ‘คำ ถ้อย หรือความของพระพุทธเจ้า
จะต้องสมบูรณ์ในทั้งอรรถะ และพยัญชนะ’, ดังนั้น
ฉะนั้นเมื่อพูดกล่าวหรือเข้าใจอย่างตื้นสุด ชั้นเปลือกนอกสุด
อันก็ย่อมหมายความว่า นิรุตติธรรม หรือชื่อ บัญญัติ และภาษาทั้งปวง
‘ที่เขียนถูก ใช้ถูก นั่นหน่ะ
ย่อมที่จะต้องเรียกว่าสมบูรณ์บริบูรณ์ในทั้งอรรถะและพยัญชนะ’,
แต่ในที่กล่าวมากไปกันดั่งนี้ กล่าวมาก ในนัยของอรรถะ
ก็เหมือนดั่งเรื่องพระไตรปิฎกฉะนั้น ที่เป็นธรรมนูญสูงสุด แห่งความ
แห่งพุทธอาณา ที่ย่อมถามกันแต่ว่า ฉบับอักษรอะไร?, อักษรนั้น! นี้!
ด้วยเพราะพระพุทธเจ้าได้ถูกจำกัด หรือจำเพาะเข้ามา แค่ ศัพท์ แห่งประโยค วรรค
และวาระ ที่ยกขึ้นเท่านั้น, อันตัวคนที่มักมากแก่ความ
ที่ชอบจะเร้าให้ตริตรึกจรดจนหลงไป ลงในทางที่เสีย ที่มักให้ลืมไปว่า ที่จริง
‘อักษรตัวหนึ่ง ย่อมต้อง มีค่าเท่ากับพระพุทธรูปองค์หนึ่ง’

Phra Dhanapanno 说...

Besides the fact that we ourselves are the users (ID card number 3 6509
00023 80 4), the researchers and synthesis of data, and that includes the
efficiency and capabilities of computers and electrical energy, then for
the educational technology and internet technology operations that truly
advance religious work in terms of data and the excellence of data that
makes it truly good (creating or making charts, drafts, and proofreading),
this is provided by free services such as Blogger and Google BlogSpot.
Other aspects are considered merely supplementary, supporting, or
components, because the development and research plan is truly ‘data
research that is not superstitious and is concrete in educational data
research.’ In fact, the most significant progress so far is made in the
concrete aspect of Blogger, specifically Google BlogSpot. The use and
further processing of this data, including the hypothetical profiles of the
85 monks and the educational team, is already underway.” With its name and
principles, the 59 figures from the original working group, whose origins
are based on truth, began with three monks (Phra Sanya Yanaviro, Phra
Prasert Thavaro, and Phra Nirutti Chittasamvaro). The programmers and
developers of the digital Tripitaka continued the development in various
aspects, requiring further adjustments for compatibility or incompatibility
through programming. However, hoping for true and complete perfection in a
tangible way, in a balanced manner, I, Phra Nirutti Chittasamvaro,
respectfully submit that, at this time, as it appears in the present
context—by name, designation, and the Siamese language—the creation,
drafting, and proofreading of the Dharma language, or Nirutti Dharma, has
progressed continuously. Regarding the completeness of the vocabulary, the
words, sentences, paragraphs, and verses that have been perfected,
concerning synthesis, analysis, research, knowledge, creation, charting,
drafting, and proofreading, using the operational tools that maintain
progress, namely the operational tools of Blogger, Google BlogSpot, which
is my personal tool as a user (National ID card 3 6509 00023 80 4),
according to nationality, name, definition, and language, in good manner,
as mentioned above, ‘Niruttitham Niruttisapha’.

Phra Chatasutthi 说...

การยกขึ้นกระทำความสมบูรณ์บริบูรณ์คำศัพท์ คือพระธรรมนี้ โดยชั้นความแล้ว
ย่อมที่จะต้องถือว่าเป็นชั้นความที่สูง
ฉะนั้นจะคิดจะแสดงอย่างบันเทิงคดีเท่านั้น ไม่ตรงนัก ซึ่งการหมกมุ่นครุ่นคิด
ถึงสิ่งประดาเหล่านี้ ที่เป็นทางแห่งสาระ ก็มิได้ละเลย เลยแต่ประการใด,
ซึ่งการแต่จะทำอวดเท่านั้น ก็เกรงว่าจะไม่ใช่การดีจริง
และทั้งการที่กระทำอวดไม่ได้ฉะนั้น ก็เกรงว่าจะไม่ใช่การดีจริง ฉะนั้น
การยกขึ้นกระทำความสมบูรณ์บริบูรณ์คำศัพท์ จึงจะต้องชัดเจนอย่างเดียวว่า
มีความมุ่งหมายลงที่วัตถุธรรม อันคือวัตถุธรรมที่เป็นอยู่ในระบบข้อมูล
คืออินเทอร์เน็ต เพราะการหมกมุ่นครุ่นคิด ถึงสิ่งประดาเหล่านี้
และเพราะการที่มีอยู่แล้ว ปรากฏอยู่แล้ว ถึงอาการแห่งวัตถุธรรม
หรือวัตถุทางข้อมูลเหล่านี้ ที่ซึ่งยังขาดตกบกพร่อง ชำรุดเสียหาย ตกหล่น
ยังมิได้มีความสมบูรณ์บริบูรณ์เลย แต่ประการใด

แลเหตุอีกประการหนึ่ง ก็คือการเสียแรง เสียเรื่อง
ด้วยการหมดเปลืองเวลาไปมากมาย ต่อการที่จะหาพวก หรือหาความชื่นใจสุขใจว่า
จะมีคนชื่อเดียวกันมาลงชื่อ มาร่วมด้วยมากอย่างไร?
หรือสนใจต่อการจะหาพวกมาลงชื่อตรวจลงในหมวดธรรม ในข้อธรรม
หรือในคำศัพท์เดียวกัน จะได้มีคนมาลงชื่ออย่างเดียวกันมากๆ อย่างไร?
ทั้งยังเรื่องที่จะต้องการจ่ายรางวัลหรือค่าแรง ของการมีส่วนร่วม
มาลงชื่อด้วย, ฉะนั้น ก็ย่อมเป็นการหมดเปลืองเวลา ความคิดในคลองมโนทวาร
ที่ต้องตรึกนึก ให้หมดเวลาไปอย่างเสียเวลา,
คือหมดเปลืองเวลาไปจากการที่จะกำหนดรู้
ตรึกนึกในผังแผนและครรลองตามผังแผนที่เป็นพื้นฐานที่ครอบคลุม และเป็นกลาง
และทั้งก็ย่อมหมดเปลืองเวลาไปจากการที่จะพึงเพ่งอย่างแรงหรือรู้อย่างแรง
ในสิ่งสมบูรณ์ คือพึงเพ่งในคำศัพท์ที่กระทำความสมบูรณ์แล้วนั้น
ฉะนั้นเป็นที่พึงเพ่ง พึงจรดจิตใจสถิตลงไป ดังนี้ ควบคู่ไปกับการอธิบาย
ไปอย่างมีวิชาการ มีการวิจัย หรือมีสาระ งานก็จึงจะเกิดประโยชน์
หรือเกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้น และทั้งถือได้ว่าไม่ได้ทอดทิ้งไว้ให้เสียเปล่า